[MOVIE] FRONTIERE(S) (2007)


FRONTIERE(S) หรือชื่อไทย อำมหิตสุดขอบ(คลั่ง) ตัวหนังเปิดตัวในปี 2007 จำได้ว่าได้ดูครั้งแรกในงานฮัลโลวีน ซึ่งจัดโดยนิตยสารสตาร์พิคส์ หนังฉายครั้งแรกจริงๆ ในเดือนมกราคม ปี 2008 ค่ะ



เรื่องย่อ - การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2007 เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายซ้าย และผู้สมัครของฝ่ายศักดินาขวาจัด ชานเมืองรอบนอกกำลังลุกเป็นไฟ กลุ่มโจรกระจอกกลุ่มหนึ่งเลยฉวยโอกาสช่วงจลาจลภายในเมือง วางแผนปล้น แต่การปล้นผิดพลาดกลุ่มโจรจึงแตกสลายและตำรวจตามกลิ่นมาติดๆ ทั้งหมดจึงนัดแนะกัน โดยให้บางคนหนีไปชายแดน ซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมซอมซ่อก่อน แล้วคนที่เหลือจะตามไปหา แต่พวกเขาทั้งหมดไม่รู้ว่าเจ้าของโรงแรมบ้านนอกเหล่านี้เป็นพวกนาซีกระหายเลือด และคาวเลือดก็เริ่มสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ


หากมองกันเผินๆ FRONTIERE(S) ก็ไม่ต่างอะไรกับหนังเลือดสาด โหดสยองสายตาคนดูทั่วไป แต่เมื่อเรามองลึกลงไปในเนื้อหาแล้ว จะพบว่า หนังเรื่องนี้ เสียดสีการเมืองอยู่ลึกๆด้วย

แต่ขอออกตัวก่อนว่า เราไม่สันทัดหนังการเมือง หรือการเมืองใดๆในโลกทั้งสิ้น แต่เมื่อได้ดูเรื่องนี้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก นึกถึงการเมืองก่อนเลย


แล้วมันการเมืองยังไงล่ะ?


พื้นหลังจากหนัง ถูกปูด้วยความจลาจลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส (เอ๊ะ คล้ายอะไรหว่า) กลุ่มโจรจึงออกปล้น แต่เคราะห์หามยามร้าย ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงแบ่งกันหลบหนีการจับกุม และนัดแนะกันไปเจอกันในโรงแรมสักแห่ง


โรงแรมที่เผอิญกลุ่มในแก๊งโจร ไปเข้าพักนั่นแหละ ตัวปัญหา


เจ้าของโรงแรม และญาติพี่น้อง ทั้งหมดเป็นนาซี โดยสมาชิกมีทั้งหมด 8 คน คือ คุณพ่อสุดโหดอยู่สูงสุดของบ้าน, คุณแม่ป่วยๆ, ลูกชายคนโตสุดที่รักของพ่อ คาร์ล , ลูกชายคนรองผู้เก็บกด ทอม, ลูกชายคนรองลงไปอีก ฮานส์ พร้อม ภรรยา อีวา, ลูกสาวสุดที่รักของพ่อ กิลเบิร์ต และสุดท้าย หญิงสาวที่โดนใช้ยันเต คลาวเดีย


สมาชิกทุกคนในโรงแรมดูเหมือนจะมีความสุข แต่ทุกๆคนก็ทนระบบนาซีของพ่อตัวเองไม่ได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก ฉากบนโต๊ะอาหาร เมื่อฮานส์ทนพ่อด่าด้วยวาจาอันหยาบคาย ประหนึ่งคำพูดเหล่านั้นได้แทงทะลุร่างของเขาจนพรุน เขาจึงใช้อาวุธปืน ยิงพ่อของตน สิ้นชื่อนาซีสุดโหดในทันที

(ซึ่งฉากนี้ Nanoguy บอกว่า ฉากโต๊ะอาหารจนจบเรื่อง เป็นโมเม้นต์ที่ยิ่งใหญ่ในหนัง ซึ่งเราก็เห็นด้วย)

และฉาก ที่ทอมรู้สึกต่ำต้อยเกินทน เมื่อพ่อยกตำแหน่งสูงสุดของบ้านให้กับ คาร์ล พี่ชาย เขาจึงพร่ำพรรณนาถึงความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นออกมาในระหว่างที่เขาตามหา ยาสมิน (สมาชิกผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มโจร)


การสิ้นสุดของความอดทนของตัวละครยังคงมีอยู่เป็นระยะในเรื่อง ดังเช่น อีวา ภรรยาของฮานส์ พูดกับยาสมิน ถึงชีวิตของตัวเอง พร้อมบอกว่า เธอมีลูกๆที่เลี้ยงอยู่ใต้เหมืองแห่งนี้ เพียงเพราะไม่อยากให้พ่อรู้ว่าลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่




ในชีวิตจริง คงไม่มีมนุษย์คนใด ทนอยู่กับระบบ ระบอบเผด็จการได้นานๆ หรืออาจทนได้ แต่ก็ต้องมีสักวันที่ความอดทนนั้นขาดผึง และระเบิดความอัดอั้นในใจออกมา (รู้สึกจะคล้ายๆ ประเทศอะไรก็ไม่รู้เนอะ เหอๆๆ) ในเรื่อง เมื่อความอดทนขาดสะบั้น คนที่ต้องมารับเคราะห์ ก็คือกลุ่มโจรอย่างพวกพระเอก นางเอก นั่นเอง (ซวย)


สิ่งที่ตรึงอารมณ์ของคนดูให้จดจ่ออยู่กับเรื่อง นอกจากความโหดที่ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง และไม่เซ็นเซอร์แล้ว (ฮา) นั่นคือองค์ประกอบของหนัง รายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของตัวละคร ยกตัวอย่าง ในตอนที่ 2 โจรได้เข้าไปขอพักในโรงแรม เราจะเห็นว่า คลาวเดีย (หญิงสาวที่ถูกใช้ยันเต) กำลังทำความสะอาดบริเวณเคาน์เตอร์เหล้า และบริเวณรอบๆ ในขณะที่ดูนั้น ก็ให้สงสัยว่า ทำไมผู้กำกับถึงให้ตัวละครตัวนั้นทำกริยาแบบนั้น จนเมื่อเวลาผ่านไป และ 2 โจร ถูกทำร้าย เลือดเปรอะเปื้อนไปทั่ว

หนังตัดกลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง เมื่อ ยาสมิน และ อเล็ก (โจร 2 คนที่เหลือ) เราก็เห็นคลาวเดีย กำลังทำความสะอาดพื้นโรงแรมอีกครั้ง ทำให้ฉันถึงบางอ้อว่า ที่เธอทำความสะอาดอยู่ตอนแรก ก็คงจะเป็นเลือดของคนโชคร้ายที่มาพักในโรงแรมแห่งนั้นนั่นเอง


กับอีกฉาก เมื่อกิลเบิร์ต พายาสมิน และอเล็กไปที่เหมือง บริเวณด้านหน้าเหมือง มีรถเก่าขึ้นสนิทจอดอยู่หลายคัน แสดงว่า ครอบครัวโหดครอบครัวนี้ คร่าชีวิตมนุษย์ เพื่อสนองความเชื่อผิดๆ ของตัวเองมาอย่างยาวนานแล้วนั่นเอง


นอกจากนี้บรรดาพร็อบประกอบฉาก เช่น ศพที่แขวนอยู่เรียงราย ลำไส้ของคน !?!? และอื่นๆอีกมากมาย ก็ทำได้อย่างถึงใจยิ่ง นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ดึงสายตาของเราเอาไว้ ไม่ให้คลาดไปไหน นั่นคือการแสดงของ คาริน่า เทสต้า นักแสดงสาววัย 28 ผู้รับบทเป็น ยาสมิน


ส่วนตัวเราว่าเธอแสดงได้เข้าถึงตัวละครมากถึงมากที่สุด การแสดงที่ตัวสั่นนิดๆ เดินโย้ไปข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงตัวละครที่ถูกทำร้าย อยู่ในสภาวะกดดัน ต้องหาทางเอาตัวรอด และไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ได้อย่างดี (จริงๆแล้วในตอนท้ายเรื่อง ตัวละคร ยาสมิน อาจเสียสติ หรือสติไม่สามารถคิดอะไรได้อีกแล้วในขณะนั้น ก็เป็นได้)


วนิดา แก่นจันทร์

CONTACT

US

VISIT

US

TELL

US